Make your own free website on Tripod.com
สรุปกฎกระทรวงที่ออกตามความในพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ.  2535
      พระราชบัญญัติโรงงานพ.ศ.  2535  ได้กำหนดให้มีการออกกฏกระทรวงเพื่อเป็นหลักเกณฑ์
และข้อปฎิบัติสำหรับผู้ประกอบการโรงงานที่จะดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมายและให้เป็นไปด้วย
ความเรียบร้อยปลอดภัย  ไม่ก่อเหตุเดือดร้อนอันตรายต่อบุคคลทรัพย์สิน และสิ่งแวดล้อมกฎกระทรวงมีทั้งสิ้น
ในขณะนี้  8  ฉบับทั้งนี้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่  10  ตุลาคม  2535  เป็นต้นมา  สาระสำคัญที่ต้องให้ความสนใจ
เป็นพิเศษ  พอจะสรุปได้ดังต่อไปนี้
 
กฎกระทรวงฉบับแรก
       กล่าวถึง  การให้โรงงานตามประเภทหรือชนิดที่บรรจุในบัญชีท้ายกฏกระทรวงนี้ เป็นโรงงานทางกฎหมาย
และยังได้แบ่งจำแนกโรงงานเหล่านี้เป็นโรงงานจำพวกที่  1,2 และ 3  ซึ่งอาจจะกล่าวโดยย่อได้ดังนี้
  - โรงงานจำพวกที่  1  หมายถึง โรงงานขนาดเล็กและไม่มีปัญหามลพิษและสามารถประกอบกิจการ
โรงงานไปได้โดยไม่ต้องขออนุญาตได้แก่  โรงงานบางประเภทที่ใช้เครื่องจักรไม่เกิน 20  แรงม้า
และคนงานไม่เกิน 20  คน แต่ทั้งนี้มิใช่เป็นกฏตามตัวเพราะโรงงานขนาดเล็กบางประเภทที่มีปัญหามลพิษ
ก็ถูกจำแนกไว้เป็นพวกที่ 3 ก็มี
- โรงงานจำพวกที่  2 หมายถึง โรงงานขนาดกลางไม่มีปัญหามลพิษหรืออาจก็เล็กน้อย และสามารถตั้งโรงงาน
ไปก่อนก็ได้  หากแต่เมื่อจะเริ่มเดินเครื่องจักร ผู้ประกอบการโรงงานต้องแจ้งแก่ทางราชการทราบ
ได้แก่ โรงงานบางประเภทที่ใช้เครื่องจักรไม่เกิน  50 แรงม้า และคนงานไม่เกิน  50  คน
- โรงงานจำพวกที่  3 หมายถึง โรงงานขนาดใหญ่ที่มีปัญหามลพิษ หรือที่มีปัญหาเรื่องความปลอดภัย
และผู้ประกอบการต้องขออนุญาตก่อนจะตั้งโรงงาน การพิจารณาดูว่ากิจการของผู้ประกอบการโรงงาน
จัดจำแนกอยู่จำพวกใดให้ตรวจสอบดูจากบัญชีท้ายกฏกระทรวงออกตามความในพระราชบัญญัติโรงงาน
  พ.ศ.   2535   หรือสอบถามได้จากกองควบคุมโรงงาน  กรมโรงงานอุตสาหกรรมและสำนักงาน
อุตสาหกรรมจังหวัดทุกแห่ง

 กฏกระทรวงฉบับที่  2
          กล่าวถึงหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวกับทำเลที่ตั้ง  สภาพแวดล้อม  ลักษณะอาคารและลักษณะภายใน
ของโรงงานประเด็นสำคัญที่ควรรู้คือ
- บริเวณที่ห้ามตั้งโรงงาน  โดยกำหนดห้ามตั้งโรงงานจำพวกที่  1  และ  2  ในบริเวณที่พักอาศัย
และห้ามตั้งภายในระยะ  50  เมตรจากเขตติดต่อสาธารณสถาน  ห้ามตั้งโรงงานจำพวกที่  3  ในบริเวณที่พักอาศัย  และห้ามตั้งภายในระยะ  100  เมตรจากเขตติดต่อสาธารณสถาน  อีกทั้งต้องอยู่ในทำเลและสภาพแวดล้อม
ที่เหมาะสม   มีบริเวณเพียงพอที่จะประกอบกิจการอุตสาหกรรมตาม ขนาดและประเภทหรือชนิดของโรงงาน  โดยไม่อาจก่อให้เกิดอันตรายเหตุรำคาญหรือความเสียหายต่อบุคคลหรือทรัพย์สินผู้อื่นทั้งนี้ สาธารณสถาน
ในส่วนที่เป็นสถานที่ทำการงานของหน่วยงานของรัฐไม่หมายความถึงสถานที่ทำการงานโดยเฉพาะเพื่อ
การควบคุมกำกับดูแล  อำนวยความสะดวก  หรือ ให้บริการแก่การประกอบกิจการของโรงงานแห่งนั้น ๆ
 เช่น ห้องปฎิบัติงานวิเคราะห์หรือทดสอบ คุณภาพผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมของทางราชการ  เป็นต้น
- อาคารโรงงาน ต้องมั่นคงแข็งแรง  และภายในโรงงานต้องมีบริเวณเพียงพอโดยมีคำรับรองของผู้ประกอบวิชาชีพ
วิศวกรรมควบคุมมีการระบายอากาศที่ดี  มีประตูหรือทางออกที่เพียงพอระยะดิ่งระหว่างพื้นถึงเพดาน
โดยเฉลี่ยต้องไม่น้อยกว่า  3  เมตร  แต่ถ้ามีระบบปรับอากาศหรืการระบายอากาศที่เหมาะสม
อาจลดระยะดิ่งลงมาได้  แต่ต้องไม่น้อยกว่า  2.30  เมตร
- ตัวพื้นโรงงาน ต้องมั่นคงแข็งแรง  ไม่ลื่น  บริเวณหรือห้องทำงานต้องมีเนื้อที่ไม่น้อยกว่า  3 ตารางเมตรต่อคน
- ต้องจัดให้มี ห้องสุขา  และห้องน้ำที่ถูกสุขลักษณะ
- เครื่องจักร  และเครื่องอุปกรณ์ที่ใช้ต้องมั่นคง  แข็งแรง ปลอดภัย  โดยมี  วิศวกรรับรอง และไม่ก่อความสั่นสะเทือน  เสียงหรือ  คลื่นวิทยุ รบกวนผู้อาศัยข้างเคียง
- หม้อน้ำ(boiler)เครื่องอัดก๊าซ(cornpressor)ภาชนะบรรจุความดัน(pressurevessel)หรือถังปฏิกิริยา (reactor)
ต้องได้มาตรฐานโดยมีวิศวกรรับรอง
 - ภาชนะบรรจุวัตถุอันตรายตั้งแต่  25,000  ลิตร ขึ้นไป ต้องมั่นคง  แข็งแรง  และได้มาตรฐาน  โดยมีวิศวกรรับรอง  และต้องมีมาตรการป้องกันการรั่วไหลหรือล้นออก
- ระบบไฟฟ้าทั้งหมด  ต้องเป็นไปตามหลักวิชาการ  โดยมีวิศวกรรับรอง
- สำหรับโรงงานที่ใช้หม้อไอน้ำผู้ประกอบการโรงงานต้องจัดให้มีผู้ควบคุมประจำหม้อไอน้ำ  และหากหม้อไอน้ำมีขนาดตั้งแต่  20 ตันต่อชั่วโมงขึ้นไป  ผู้ประกอบการต้องจัดให้มีวิศวกรผู้ควบคุม และอำนวยการใช้หม้อน้ำเพิ่มเติมอีกด้วย
 - ในเรื่องเกี่ยวกับการควบคุมดูแลระบบบำบัดมลพิษ  ผู้ประกอบการต้องจัดให้มีผู้ควบคุมดูแลและผู้ปฏิบัติงาน
ประจำ  การควบคุมการปล่อยของเสีย  มลพิษ  หรือสิ่งใด ๆ ที่มีผลต่อสิ่งแวดล้อม  ต้องเป็นไปตามประกาศ
กระทรวงอุตสาหกรรม เช่นมาตรฐานน้ำทิ้งจากโรงงานหรือมาตรการการกำจัดกากสารพิษอุตสาหกรรม เป็นต้น
 ตลอดจนให้ผู้ประกอบการต้องติดตั้งมาตรวัดปริมาณการใช้ไฟฟ้าสำหรับระบบบำบัดน้ำเสียโดยเฉพาะ  และการบันทึกปริมาณสารเคมีที่ใช้ในการบำบัดน้ำเสียทุกวันจะเห็นได้ว่ากฏกระทรวงฉบับนี้ได้เน้นให้ภาคเอกชน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิศวกรเข้ามามีส่วนร่วมในการรับผิดชอบต่อโรงงานและสังคมมากยิ่งขึ้นผู้ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม
กระทรวงฉบับนี้ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 200,000  บาทยกเว้นที่เกี่ยวกับความผิดที่ฝ่าฝืน
ไม่จัดให้มีเอกสารที่จำเป็นประจำโรงงานเพื่อประโยชน์ในการควบคุมหรือตรวจสอบการปฏิบัติตามกฏหมาย
ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน  20,000  บาท
 
กฏกระทรวง ฉบับที่ 3
        กล่าวถึง หน้าที่ของผู้ประกอบการดรงงานที่ต้องจัดส่งรายงานข้อมูลการตรวจสอบต่างๆ ทาง
ด้านสิ่งแวดล้อม และความปลอดภัย ซึ่งเกี่ยวข้องกับหม้อไอน้ำระบบบำบัดมลพิษ สารกัมมันตรังสีและ
สารวัตถุอันตราย  ตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย   พ.ศ. 2535  หากไม่ปฏิบัติตามต้องระวางโทษ
ปรับไม่เกิน20,000  บาท
 
 กฏกระทรวงฉบับที่ 4
         กล่าวถึงขั้นตอนที่โรงงานจำพวกที่  2  ต้องแจ้งเริ่มประกอบกิจการโรงงานสำหรับโรงงานที่ ตั้งอยู่
ในกรุงเทพมหานครนั้น  ให้แจ้งที่กองควบคุมโรงงาน  กรมโรงงานอุตสาหกรรม  ส่วนที่ตั้งอยู่ต่างจังหวัด
ให้แจ้งที่สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด นั้น โดยใช้แบบ ร.ง. 1 และเมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งแล้ว
จะออกใบรับแจ้งตามแบบ  ร.ง. 2  โรงงานก็สามารถประกอบกิจการได้ทันทีผู้ฝ่าฝืนไม่ได้แจ้งให้
พนักงานเจ้าหน้าที่ทราบต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน  หรือปรับไม่เกิน  50,000  บาท
หรือทั้งจำทั้งปรับ
 
 กฏกระทรวง ฉบับที่ 5
         กล่าวถึง  ขั้นตอนการขออนุญาตของโรงงานนำพวกที่  3 โดยให้ใช้แบบ  ร.ง. 3  สำหรับการขอรับ
ใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานหรือใบอนุญาตขยายโรงงานหรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ เมื่อจะขออนุญาต  ตั้งหรือขายโรงงานนั่นเอง
 - เมื่อใบอนุญาตหมดอายุลง  (อายุใบอนุญาตไม่เกิน  5  ปี) ให้นำใบอนุญาตเดิมมาแสดง  พร้อมทั้งยื่นคำขอต่ออายุใบอนุญาตตามแบบ  ร.ง.3/1
- ส่วนการขอรับโอนกิจการให้ใช้แบบ  ร.ง.3/2
 - แบบร.ง.  ทั้งหลายที่กล่าวมาให้โรงงานในเขตกรุงเทพมหานครยื่นคำขอ  2  ชุดต่อกรมโรงงานอุตสาหกรรม
 ส่วนในต่างจังหวัดให้ยื่น  3  ชุด  ต่อสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดนั้น ๆ
  - การยื่นต่ออายุให้ชำระค่าธรรมเนียมพร้อมกัน และหากยื่นหลังจากใบอนุญาตหมดอายุลงแล้วแต่ไม่เกิน
60  วัน  จะต้องเสียค่าปรับเพิ่มอีก  20%
 - ใบอนุญาตทั้งหลายจะรวมออยู่ในเล่มเดียวกันเรียกชื่อว่า  ร.ง.  4
 - กฏกระทรวงฉบับนี้มีข้อเด่นพิเศษอยู่ที่ว่า การพิจารณาอนุญาตต้องให้เสร็จก่อนภายใน  90  วัน
หากเอกสารและเรื่องราวทุกอย่างถูกต้องเรียบร้อย  ซึ่งจะทำให้ผูประกอบโรงงานสามารถ วางแผน
โครงการได้อย่างถูกต้องชัดเจน  ส่วนผู้ใดที่ประกอบกิจการโรงงานโดยไม่ได้รับอนุญาตต้อง
ระวางโทษจำคุกไม่เกิน  2  ปี  หรือปรับไม่เกิน  200,000  บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และเมื่อประสงค์
จะเริ่มประกอบกิจการโรงงานในส่วนใดส่วนหนึ่งต้องแจ้งให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทราบไม่น้อยกว่า  15  วัน  ก่อนวันเริ่มประกอบกิจการหากผู้ใดไม่ปฏิบัติตามต้องระวางโทษปรับไม่เกิน  200,000  บาท

กฏกระทรวงฉบับที่  6
        กล่าวถึง  การแจ้งทดลองเดินเครื่องจักรได้ไม่เกิน  60  วัน (ถ้าเกิน  60  วัน ต้องขออนุญาต เป็นกรณีพิเศษ)  การแจ้งในกรุงเทพมหานตรให้แจ้งต่อกรมโรงงานอุตสาหกรรม  ในจังหวัดอื่นให้แจ้งต่อสำนักงาน
อุตสาหกรรมจังหวัด  ทั้งนี้ต้องแจังก่อนล่างหน้าไม่น้อยกว่า  15 วัน  และในระหว่างการทดลองเดินเครื่องจักร
ผู้ประกอบการต้องทำบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับการผลิต  และเก็บรักษาไว้ในโรงงานสำหรับตรวจสอบต่อไป
หากผู้ใดไม่ปฏิบัติตามต้องระวางโทษปรับไม่เกิน  20,000  บาท

กฏกระทรวงฉบับที่  7
        กล่าวถึง  ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ เริ่มตั้งแต่คำขอฉบับละ  10  บาท ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตประกอบกิจการ
โรงงาน หรือ ใบอนุญาติขยายโรงงานหรือต่ออายุ อยู่ในช่วงตั้งแต่  500 ถึง 60,000  บาท  ทั้งนี้ขึ้นกับว่า
โรงงานนั้นใช้คนงานอย่างเดียวหรือใช้เครื่องจักรจำนวนเท่าใด  รายละเอียดให้ดู จากกฏกระทรวงฉบับที่  7

กฏกระทรวงฉบับที่  8
        กล่าวถึง  ค่าธรรมเนียมรายปีที่โรงงานจำพวก  2 และ  3  ต้องชำระล่วงหน้า โดยนับตั้งแต่วันเริ่ม
ประกอบกิจการโรงงานสำหรับ  สำหรับผู้ที่ประกอบกิจการโรงงานจำพวกที่  2  และ  3 อยู่แล้วในวันที่
ออกกฏกระทรวงนี้ใช้บังคับ  ให้ชำระค่าธรรมเนียมรายปี  สำหรับการประกอบกิจการตั้งแต่วันทึ่  9 กรกฏาคม
2535  จนถึงวันที่ต้องชำระค่าธรรมเนียมรายปีสำหรับปี พ.ศ. 2536 รวมกับค่าธรรมเนียมล่วงหน้าอีก  1  ปี  ทั้งนี้ให้นำใบรับการแจ้งประกอบกิจการโรงงานหรือใบอนุญาตประกอบโรงงานแล้วแต่กรณีไปแสดงด้วย
 ยกเว้นโรงงานที่ตั้งอยูในเขตประกอบการอุตสาหกรรมหรือเขตนิคมอุตสาหกรรม โรงงานในกรุงเทพมหานคร
ให้ชำระที่กรมโรงงานอุตสาหกรรมในจังหวัดอื่นให ้ชำระที่  สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดและในเขตนิคม
อุตสาหกรรมให้ชำระที่การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือสำนักงานเขต ค่าธรรมเนียมรายปี
จะอยู่ในช่วงตั้งแต่  150 บาทจนถึง  18,000บาท  ขึ้นกับการใช้คนงานหรือเครื่องจักรจำนวนแรงม้าเท่าใด  รายละเอียดให้ดูจากกฏกระทรวงฉบับที่ 8
 
ตัวอย่างการคิดค่าธรรมเนียมรายปี
        สำหรับโรงงานที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการโรงงาน ก่อนวันที่  9  กรกฎาคม  2535
 (วันที่พระราชบัญญัติโรงงาน  พ.ศ. 2535  มีผลบังคับใช้)
สมมติ โรงงาน  ก.ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการโรงงาน คั้งแต่วันที่  2  กุมภาพันธ์  2530
(คือก่อนวันที  9  กรกฏาคม  2535 )ขนาดเครื่องจักร  150  แรงม้า  อัตราค่าธรรมเนียมรายปี
1,500  บาท
  ในวันที่  2  กุมภาพันธ์  2536  โรงงาน  ก.  ต้องชำระค่าธรรมเนียมรายปี  ตั้งแต่วันที่  9
กรกฎาคม  2535  จนถึงวันที่  2  กุมภาพันธ์  2536  (= 209 วัน)
เป็นเงิน     x  1,500    = 858.90 บาท
รวมกับค่าธรรมเนียมล่วงหน้าอีก  1  ปี (1,500 บาท)ดังนั้น  โรงงาน  ก.  ต้องชำระทั้งสิ้น
858.90 + 1,500.00 = 2,358.90  บาท  และชำระครั้งต่อ ๆ ไป คือ       วันที่  2  กุมภาพันธ์ของทุกปี
 และสมมติว่าเ มื่อครบกำหนดชำระค่าธรรมเนียมรายปีครั้งต่อไป  คือวันที่  2  กุมภาพันธ์
 2537  ปรากฏว่าโรงงาน  ก.  มาชำระวันที่  10  เมษายน  2537  ดังนั้นโรงงาน  ก.  ต้องชำระค่า
ธรรมเนียมรายปี  1,500  บาท  รวมกับเพิ่มเงิน (เป็นค่าปรับเนื่องจากมาชำระล่าช้าเลยกำหนด) อีก   5% ของค่าธรรมเนียมต่อเดือน  ระยะเวลาที่คิดเงินเพิ่มคือ  ตั้งแต่วันที่  3  กุมภาพันธ์  2537  ถึง
 10  เมษายน  2537  = 67  เป็นเงิน X  1,500  X  0.05         =  167.50
โรงงาน  ก.  จึงต้องชำระทั้งสิ้น  1,500+167.50  = 1,667.50 บาท
         ตัวอย่างดังกล่าว  อาจก่อความยุ่งยากอยู่บ้าง  แต่ถ้าหากผู้ประกอบการมาชำระตามกำหนด ก็จะหลีกเลี่ยงเรื่องดังกล่าวไปได้ ดังนั้นข้อแนะนำคือ ให้จดจำหรือบันทึกวันที่โรงงานได้รับอนุญาตให้ เริ่มประกอบกิจการโรงงาน  (วันเริ่มเดินเครื่องจักร)  ซึ่งเป็นวันที่ผู้ประกอบการต้องไปชำระค่าธรรมเนียม
ของทุกปีนั่นเอง และข้อพึงระวังคือ หากผู้ประกอบการไม่ยินยอมเสียค่าธรรมเนียมรายปีโดยไม่มีเหตุอันควร
 พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจสั่งให้ผู้นั้นหยุดการประกอบกิจการไว้ได้จนกว่าจะได้  ค่าธรรมเนียม
และเงินเพิ่มจนครบจำนวน
    สรุป
     กฎกระทรวงที่ได้กล่าวมาข้างต้นเป็นส่วนที่สำคัญที่โรงงานด้องยึดถือปฎิบัติโดยได้กล่าว
รวมถึงบทบาทและหน้าที่ที่สำคัญของวิศวกร  ตลอดจนนักวิทยาศาตร์ หรือช่างเทคนิคที่เกี่ยวข้อง
ในอันที่จะมีส่วนร่วมกันรับผิดชอบ  เพื่อให้การประกอบการอุตสาหกรรมเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
ปลอดภัย  และปลอดมลพิษ  หรือ  ที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุดต่อไป